ช่วยแชร์ด้วยนะคะ

กระเป๋าฉุกเฉินควรมีอะไรบ้าง โดยเฉพาะยา อาหาร ของใช้จำเป็น ที่จะช่วยประคองชีวิตให้อยู่รอดจากภัยพิบัติในช่วง 72 ชั่วโมงแรก

จากเหตุการณ์ไม่คาดฝันรอบตัว ทั้งน้ำท่วม ไฟไหม้ แผ่นดินไหว หรือแม้แต่ภาวะไฟดับที่ยืดเยื้อ ทำให้เราตระหนักว่า ความไม่แน่นอนคือสิ่งที่เกิดขึ้นได้ตลอดเวลา การจัดเตรียมกระเป๋าฉุกเฉิน (Emergency Bag) หรือถุงยังชีพไว้ล่วงหน้า อย่างน้อยก็คือเกราะป้องกันชีวิตที่จะช่วยให้เราดูแลตัวเองได้ในช่วง 72 ชั่วโมงแรกก่อนที่ควรช่วยเหลือจะมาถึง โดยเฉพาะการจัดเตรียมยาและเวชภัณฑ์พื้นฐานที่จำเป็นต่อการอยู่รอด มาดูกันว่าในกระเป๋าใบนี้ควรมีอะไรบ้าง ทั้งยาสามัญประจำบ้าน อาหารสำรอง และของใช้จำเป็นอื่น ๆ

กระเป๋าฉุกเฉิน ควรมียาอะไรบ้าง

ในภาวะวิกฤต การเข้าถึงร้านขายยาหรือโรงพยาบาลอาจเป็นไปไม่ได้ ดังนั้นหากเจ็บป่วยขึ้นมาจะใช้ชีวิตยากลำบากมากขึ้นไปอีก ดังนั้น ยาและเวชภัณฑ์ต่าง ๆ คือสิ่งแรกที่ควรจัดไว้ในกระเป๋าฉุกเฉิน ดังนี้

1.ยาประจำตัว

ใครมีโรคประจำตัวหรือต้องรับประทานยาอย่างต่อเนื่อง เช่น ยารักษาเบาหวาน ความดันโลหิตสูง โรคหัวใจ หอบหืด ยากันชัก ฯลฯ ควรเตรียมสำรองอย่างน้อย 7 วัน (หรือมากกว่านั้น) และเก็บในซองกันน้ำ พร้อมเขียนชื่อยา วิธีใช้ และข้อควรระวัง เผื่ออยู่ในสถานการณ์ที่พบแพทย์ไม่ได้ พร้อมกับพกสมุดบันทึกโรคประจำตัว

2.ยาสามัญประจำบ้าน

ควรจัดเตรียมยาที่ใช้บรรเทาอาการเจ็บป่วยเล็กน้อยเหล่านี้ไว้ในซองเล็ก ๆ และเช็กวันหมดอายุอย่างน้อยทุก 6 เดือน

  • ยาแก้ปวด ยาลดไข้ เช่น พาราเซตามอล, ไอบูโพรเฟน
  • ยาแก้ท้องเสีย เช่น ยาธาตุน้ำขาว
  • ผงเกลือแร่ (ORS) สำหรับป้องกันภาวะขาดน้ำ
  • ยาแก้แพ้ แก้คัน เช่น คลอเฟนิรามีน, ลอราทาดีน
  • ยาลดกรด แก้ท้องอืด
  • ยาแก้คลื่นไส้อาเจียน
  • ยาดม
  • ยาทาภายนอก เช่น ยาหม่อง, ยาทาแก้แมลงสัตว์กัดต่อย, ครีมทาแก้คัน, ครีมบรรเทาอาการปวดเมื่อย, ยาฆ่าเชื้อ (เบตาดีน) เป็นต้น
  • สำหรับบ้านที่มีเด็กควรจัดเตรียมยาเฉพาะของเด็ก

3.ชุดปฐมพยาบาลเบื้องต้น ( First-Aid Kit)

เตรียมอุปกรณ์ที่ใช้ในการรักษาบาดแผลเล็กน้อยเพื่อป้องกันการติดเชื้อ เช่น

  • ผ้าพันแผลขนาดต่าง ๆ
  • พลาสเตอร์ปิดแผล (หลายขนาด)
  • ผ้าก๊อซฆ่าเชื้อ
  • เทปกาวทางการแพทย์
  • แอลกอฮอล์หรือผ้าเช็ดทำความสะอาดที่มีแอลกอฮอล์
  • สำลี และไม้พันสำลี
  • กรรไกรตัดผ้า
  • แหนบ (สำหรับหนีบเศษเสี้ยน)
  • ถุงมือแพทย์ (สำหรับป้องกันการติดเชื้อขณะทำแผล)

ทั้งนี้ ควรตรวจสอบวันหมดอายุของยาและเวชภัณฑ์ทั้งหมดอย่างสม่ำเสมอ และเปลี่ยนยาใหม่เมื่อใกล้หมดอายุ

4.ของใช้อื่น ๆ ที่เกี่ยวกับสุขภาพ

  • หน้ากากอนามัย หรือหน้ากากอนามัยแบบ N95 (กันฝุ่นและกลิ่นรบกวน)
  • เจลล้างมือ
  • กระดาษทิชชู หรือทิชชูเปียก
  • ยากันยุง
  • ผ้าห่มฉุกเฉิน (Emergency Blanket) ช่วยให้ความอบอุ่น กันน้ำ กันแดด
  • ผ้าอ้อม หรือแผ่นรองซับ (สำหรับบ้านที่เด็กหรือผู้สูงอายุ)
  • ไม้เท้าหรือเครื่องช่วยพยุงเดิน (สำหรับบ้านที่มีผู้ป่วยเดินไม่สะดวกหรือผู้สูงอายุ)

กระเป๋าฉุกเฉินควรมีอะไรบ้าง นอกจากยา

หลังจากจัดยาครบแล้ว จึงค่อยเติมอุปกรณ์อื่น ๆ ที่จะช่วยให้ดำรงชีวิตได้อย่างปลอดภัยและสะดวกขึ้น ดังนี้

1.อาหารและน้ำ พร้อมอุปกรณ์การกิน

  • น้ำดื่ม อย่างน้อย 3 ลิตร/คน/วัน และควรเตรียมไว้สำหรับ 3 วัน (คือ 9 ลิตร/คน) หรือหากไม่สามารถบรรจุในกระเป๋าได้ทั้งหมด ให้เตรียมเครื่องกรองน้ำแบบพกพาไว้ด้วย
  • อาหารที่ให้พลังงานสูง สามารถเก็บได้นาน เช่น ถั่วอบ, ผลไม้แห้ง, กล้วยตาก, บิสกิต, แครกเกอร์บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป, ปลากระป๋อง (พร้อมที่เปิดกระป๋อง), อาหารซองพร้อมทาน, หมูหย็อง, เนื้อสัตว์อบแห้ง, นม UHT, Energy Bar, Protein Bar, เจลพลังงาน, เครื่องดื่มเกลือแร่ ฯลฯ
  • จานพลาสติกหรือจานกระดาษ
  • ช้อน-ส้อมพลาสติก
  • แก้วพลาสติกหรือแก้วซิลิโคนพับได้
  • ขวดพลาสติกเปล่า (แบบ PET ที่สามารถบีบได้)
  • นมผงหรือนมกล่อง (บ้านที่มีเด็ก)
  • อาหารเฉพาะทาง (บ้านที่มีผู้สูงอายุ)
  • อาหารสัตว์ (บ้านที่มีสัตว์เลี้ยง)

2.ของใช้ส่วนตัว

  • เสื้อผ้าสำรอง อย่างน้อย 1 ชุด (เสื้อ กางเกง ชุดชั้นใน)
  • เสื้อกันฝนแบบพับได้
  • ร่มขนาดเล็ก
  • รองเท้าที่เดินสบาย
  • ผ้าอนามัย
  • ผ้าเช็ดตัวผืนเล็ก
  • สบู่/แปรงสีฟัน/ยาสีฟันแบบซอง
  • ถุงนอนขนาดเล็ก
  • ถุงดำใบใหญ่/ถุงพลาสติกหนา ๆ ใช้สำหรับเก็บขยะ หรือทำเป็นที่รองนั่งชั่วคราว
  • ถุงซิปล็อกหลายขนาด
  • ถุงปัสสาวะพกพา
  • เงินสดและเหรียญจำนวนหนึ่ง เพราะในภาวะวิกฤตตู้ ATM หรือระบบธนาคารอาจใช้งานไม่ได้
  • นาฬิกาข้อมือแบบใส่ถ่าน

3.อุปกรณ์ใช้งาน

  • ไฟฉายและถ่านสำรอง
  • แบตเตอรี่สำรอง (Power Bank)
  • นกหวีด (ใช้ส่งสัญญาณขอความช่วยเหลือ)
  • เชือกเอนกประสงค์
  • เทียน ไฟแช็กหรือไม้ขีดกันน้ำ
  • มีดพกเล็กแบบพับได้ หรือคัตเตอร์
  • ประแจหรือคีม
  • เทปพันสายไฟ
  • ถุงมือยางหรือถุงมือหนา
  • ไม้พับ/แท่งเรืองแสงเวลามืด
  • วิทยุพกพา (แบบใช้แบตเตอรี่ หรือแบบไขลาน) สำหรับรับฟังข่าวสาร
  • กระดาษหนังสือพิมพ์
  • กระดาษ/ปากกา

4.เอกสารสำคัญ

  • บัตรประชาชนหรือสำเนา
  • สำเนาทะเบียนบ้าน
  • กรมธรรม์หรือบัตรประกันชีวิต/ประกันสุขภาพ
  • ข้อมูลทางการแพทย์
  • เบอร์ติดต่อฉุกเฉิน

ควรจัดเก็บเอกสารไว้ในซองหรือถุงกันน้ำอย่างมิดชิด ควบคู่ไปกับการทำสำเนาดิจิทัล เช่น การถ่ายภาพหรือสแกนแล้วเก็บไว้ในอีเมล หรือบริการจัดเก็บข้อมูลบนคลาวด์ จะช่วยให้เข้าถึงเอกสารได้ง่าย แม้ในขณะที่เอกสารตัวจริงสูญหายหรือเสียหาย อย่างไรก็ตาม อย่าลืมตั้งรหัสผ่านที่รัดกุม และเปิดใช้งานระบบยืนยันตัวตนแบบสองขั้นตอน (2FA) ไว้ด้วย เพื่อป้องกันข้อมูลรั่วไหล

ข้อควรรู้ในการจัดเตรียมกระเป๋าฉุกเฉิน

  • เลือกใช้กระเป๋าเป้สะพายหลังที่มีขนาดพอเหมาะ ไม่ใหญ่หรือหนักจนเกินไป แข็งแรง ทนทาน และมีคุณสมบัติกันน้ำได้ดี
  • ควรมีถุงคลุมกันฝน หรือถุงพลาสติกหนา หรือถุงซิปล็อกสำหรับแยกสิ่งของภายใน เพื่อป้องกันสิ่งของและเอกสารสำคัญเสียหายจากน้ำหรือความชื้น
  • จัดเรียงสิ่งของให้เป็นระเบียบตามหมวดหมู่ และเก็บไว้ในถุงซิปล็อก เพื่อหยิบใช้ได้อย่างรวดเร็วและง่ายดาย ในภาวะที่ตื่นตระหนกหรือในที่มืด
  • จัดวางของที่มีน้ำหนักมากที่สุดไว้บริเวณกึ่งกลางกระเป๋าและใกล้แผ่นหลังที่สุด เพื่อช่วยในการทรงตัวและลดภาระในการสะพาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งน้ำดื่ม
  • ตรวจสอบวันหมดอายุของอาหารและยาทุกชนิดอย่างสม่ำเสมอทุก 3-6 เดือน และจดบันทึกวันตรวจสอบไว้ที่กระเป๋า เมื่อพบว่าใกล้หมดอายุหรือหมดอายุแล้ว ให้รีบเปลี่ยนทันที
  • อัปเดตและปรับเปลี่ยนอุปกรณ์ที่ควรเตรียมเพิ่มหรือตัดออกตามความต้องการเฉพาะของครอบครัวในสถานการณ์ปัจจุบันอยู่เสมอ เช่น

ยา : หากไม่ได้รับประทานยาชนิดไหนแล้วให้เอาออกทันที และเพิ่มยาใหม่ที่จำเป็น

เด็กเล็ก/ผู้สูงอายุ : เตรียมของกิน นมผง ผ้าอ้อม หรืออุปกรณ์ช่วยเดิน ยาเฉพาะทางสำหรับสมาชิกกลุ่มเปราะบางเพิ่ม

สัตว์เลี้ยง : หากมีสัตว์เลี้ยงต้องเตรียมอาหาร ยา และสายจูงสำหรับสัตว์เลี้ยงด้วย

  • กำหนดจุดวางกระเป๋าที่ชัดเจน และบอกให้สมาชิกทุกคนในครอบครัวรับรู้ จะได้หยิบกระเป๋าและอพยพได้พร้อมกันในเวลาอันจำกัด

กระเป๋าฉุกเฉินเก็บไว้ที่ไหนดี

จุดที่เหมาะสมที่สุดในการวางกระเป๋าฉุกเฉินต้องสามารถหยิบได้ง่ายภายในเวลาไม่กี่วินาที เช่น

  • ใกล้ทางออกหลักของบ้าน/คอนโด : เช่น ใกล้ประตูหน้าบ้าน ประตูหลังบ้าน หรือประตูที่นำไปสู่ทางหนีไฟ (ถ้าอาศัยในอาคารสูง)
  • ใกล้เตียงนอน : ภัยพิบัติหลายครั้งเกิดขึ้นตอนกลางคืน การเก็บกระเป๋าไว้ในห้องนอนจะช่วยให้หยิบได้อย่างรวดเร็วเมื่อตื่นขึ้นมา
  • ในตู้เสื้อผ้า หรือชั้นวางของที่เข้าถึงง่าย : ตรวจสอบให้แน่ใจว่าวางอยู่ในระดับที่มองเห็นและหยิบได้ทันที ไม่ต้องรื้อค้น
  • ในรถยนต์ : สำหรับคนที่เดินทางบ่อย ๆ อาจจัดเตรียมกระเป๋าฉุกเฉินสำรองหรือชุดปฐมพยาบาลเบื้องต้นไว้ในรถ เผื่อกรณีที่ไม่สามารถกลับบ้านได้

กระเป๋าฉุกเฉิน (Emergency Bag) ไม่ได้เป็นเพียงแค่กระเป๋า แต่คือการเตรียมตัวล่วงหน้าเพื่อความปลอดภัยในชีวิต เมื่อต้องเผชิญกับสถานการณ์ภัยพิบัติที่ไม่คาดฝัน สิ่งที่ควรจัดเตรียมเป็นอันดับแรกคือ ยาและเวชภัณฑ์ เพื่อรับมือกับปัญหาสุขภาพที่อาจเกิดขึ้นอย่างฉับพลัน จากนั้นจึงเตรียมอุปกรณ์อื่น ๆ ที่จำเป็นให้พร้อม และสิ่งสำคัญที่สุดคือการวางกระเป๋าไว้ในจุดที่สามารถหยิบคว้าและอพยพได้ทันทีเมื่อถึงเวลาวิกฤต

ที่มา:kapook.com


ช่วยแชร์ด้วยนะคะ