ช่วยแชร์ด้วยนะคะ

น้ำลดแล้ว ไม่ได้แปลว่างานจบค่ะ เพราะสิ่งที่ตามมาหลังน้ำท่วมและหลายบ้านต้องเจอก็คือ โคลน คราบสกปรก กลิ่นอับ ความชื้น และเชื้อรา ที่อาจซ่อนอยู่ตามพื้น ผนัง เฟอร์นิเจอร์ หรือมุมที่เราแทบมองไม่เห็น หากรีบล้างแบบเอาแค่ให้ดูสะอาด แต่ข้ามบางขั้นตอนสำคัญ บ้านก็อาจกลับมามีกลิ่นหรือมีเชื้อราตามมาได้

จากที่มาดามลองไล่ดูคำแนะนำเรื่องการทำความสะอาดบ้านหลังน้ำท่วมจากหลายแหล่ง หลักสำคัญมีอยู่เรื่องหนึ่งค่ะ คือ เราไม่ควรเริ่มจากการเทน้ำยาฆ่าเชื้อลงไปทุกอย่างทันที แต่ควรจัดการตามลำดับ ตั้งแต่เช็กความปลอดภัย เอาโคลนและของเสียออก ล้างคราบ ทำให้บ้านแห้ง แล้วจึงจัดการเรื่องการฆ่าเชื้อหรือเชื้อราตามประเภทพื้นผิว ใครกำลังจะกลับเข้าไปเก็บบ้านหลังน้ำลด มาดามสรุปเป็น 5 ขั้นตอน Deep Cleaning บ้านหลังน้ำท่วม ให้ทำตามกันทีละขั้นค่ะ

ขั้นตอนที่ 1: ก่อนล้างบ้าน เช็กความปลอดภัยให้พร้อม

สิ่งแรกที่มาดามอยากให้เราทำก่อนหยิบไม้กวาดหรือสายยางเลยคือ อย่าเพิ่งรีบเดินลุยเข้าไปในพื้นที่ที่ยังเปียกโดยไม่เช็กระบบไฟ หากภายในบ้านยังมีน้ำขังหรือมีความเสียหายของระบบไฟฟ้า ควรแน่ใจก่อนว่าแหล่งจ่ายไฟถูกตัดอย่างปลอดภัย และถ้าไม่มั่นใจ ไม่ควรเข้าไปตรวจระบบไฟเองค่ะ

น้ำท่วมไม่ได้มีแค่น้ำกับดิน แต่สามารถปะปนกับสิ่งปฏิกูล เชื้อโรค สารเคมี เศษวัสดุ หรือของมีคมได้ เพราะฉะนั้นเวลาเข้าไปทำความสะอาด เราควรแต่งตัวเหมือนกำลังทำงานจริงจังมากกว่าจะคิดว่าแค่ “เข้าไปล้างบ้าน”

  • หน้ากาก N95 หรือสูงกว่า หากต้องอยู่ในบริเวณที่มีเชื้อรา ฝุ่น หรือรื้อวัสดุเปียก
  • ถุงมือยางหรือถุงมือกันน้ำ ไม่จับโคลนหรือวัสดุเปื้อนด้วยมือเปล่า
  • รองเท้าบูทกันน้ำ เพื่อป้องกันเท้าและลดการสัมผัสน้ำหรือโคลนโดยตรง
  • แว่นตานิรภัยหรือ Goggles โดยเฉพาะเวลาขัด ฉีดล้าง หรือจัดการเชื้อรา

ถ้าบ้านมีความเสียหายและเราต้องใช้เอกสารประกอบการเคลมประกันหรือขอความช่วยเหลือ ถ่ายภาพและวิดีโอไว้ก่อนเคลื่อนย้ายของ ก็เป็นอีกเรื่องที่ควรทำตั้งแต่ต้น จะได้ไม่ต้องมานึกเสียดายทีหลังว่าไม่มีหลักฐานสภาพความเสียหายเดิมค่ะ

ขั้นตอนที่ 2: โคลนยังเปียกอยู่ รีบเอาออกก่อน

หลังจากพื้นที่ปลอดภัยแล้ว งานแรกจริง ๆ คือ เอาโคลน เศษขยะ และวัสดุที่เปียกน้ำออกจากบ้าน อย่าเพิ่งเริ่มจากการฉีดน้ำยาหอมหรือน้ำยาฆ่าเชื้อ เพราะถ้ายังมีชั้นโคลนและคราบสกปรกอยู่ น้ำยาก็ไม่ได้ช่วยให้เราข้ามขั้นตอนการทำความสะอาดพื้นฐานไปได้ค่ะ

ถ้าโคลนยังชื้นอยู่จะจัดการง่ายกว่าปล่อยจนแห้งแข็งติดพื้น ใช้พลั่ว ไม้ปาดน้ำ หรือไม้กวาดสำหรับงานภายนอกช่วยโกยและดันโคลนออกจากตัวบ้าน โดยพยายามเก็บเศษดินและตะกอนออกเป็นขยะมากกว่าจะฉีดทุกอย่างลงท่อ เพราะตะกอนจำนวนมากสามารถเข้าไปอุดตันระบบระบายน้ำได้ค่ะ

ส่วนของใช้ที่เปียกน้ำแล้ว ไม่สามารถทำความสะอาดและทำให้แห้งได้อย่างรวดเร็ว ต้องพิจารณาทิ้ง โดยเฉพาะวัสดุที่ดูดซึมน้ำมาก เช่น ที่นอน พรม แผ่นรองพรม หมอน เฟอร์นิเจอร์บุผ้า และวัสดุกระดาษบางชนิด เพราะความชื้นสามารถเข้าไปอยู่ด้านในและกลายเป็นแหล่งเชื้อราได้ง่ายค่ะ

ขั้นตอนที่ 3: ล้างคราบให้หมด อย่าเพิ่งรีบฆ่าเชื้อ

หลังเอาโคลนออกแล้ว ถึงเวลาล้างคราบที่เกาะอยู่ตามพื้น ผนัง และพื้นผิวแข็ง หลักที่มาดามอยากให้จำง่าย ๆ คือ Clean ก่อน Disinfect หรือทำความสะอาดคราบสกปรกก่อน แล้วจึงค่อยพิจารณาการฆ่าเชื้อในขั้นต่อไปค่ะ

สำหรับพื้นแข็ง ผนังคอนกรีต เคาน์เตอร์ หรือพื้นผิวที่ล้างน้ำได้ สามารถใช้น้ำสะอาดร่วมกับ detergent หรือน้ำยาทำความสะอาดที่เหมาะกับพื้นผิวนั้น ใช้แปรงขนแข็งช่วยขัดคราบโคลนหรือคราบมัน แล้วล้างออกด้วยน้ำสะอาด

ถ้าจะใช้เครื่องฉีดน้ำแรงดันสูง ให้เลือกใช้กับพื้นที่ที่เหมาะสมและควบคุมทิศทางน้ำให้ดีค่ะ เพราะเป้าหมายไม่ใช่ฉีดน้ำให้กระจายไปทั่วบ้าน แต่คือ พาคราบสกปรกออกจากบ้านอย่างเป็นระบบ ทำจากด้านในหรือบริเวณที่ไกลทางออก แล้วค่อย ๆ ไล่ออกมาสู่จุดระบายน้ำที่เหมาะสม

อีกเรื่องที่ต้องระวังคือ อย่าใช้แรงดันสูงกับวัสดุที่อาจเสียหายง่าย เช่น ไม้บางชนิด แผ่นผนัง หรือพื้นผิวที่มีรอยแตกร้าว เพราะน้ำอาจถูกดันเข้าไปสะสมด้านในแทนที่จะช่วยให้แห้งค่ะ

ขั้นตอนที่ 4: บ้านต้องแห้ง ความชื้นต้องออก

นี่คือขั้นตอนที่มาดามว่า สำคัญไม่แพ้การล้างเลยค่ะ เพราะถึงพื้นจะดูสะอาด แต่ถ้าผนัง พื้น หรือวัสดุภายในยังเก็บความชื้นอยู่ เชื้อราก็สามารถตามมาได้

CDC และ EPA แนะนำให้พยายามทำความสะอาดและทำให้บ้าน รวมถึงของภายในบ้านที่สามารถเก็บไว้ได้ แห้งภายในประมาณ 24–48 ชั่วโมงถ้าทำได้ เพื่อลดโอกาสการเกิดเชื้อรา

  • เปิดประตูและหน้าต่าง เพื่อให้อากาศถ่ายเท หากสภาพอากาศภายนอกเอื้ออำนวย
  • ใช้พัดลมช่วยเป่าอากาศออก โดยเฉพาะพื้นที่ที่อับชื้น
  • ใช้เครื่องลดความชื้น หากมี เพื่อดึงความชื้นออกจากอากาศและวัสดุภายในบ้าน
  • เปิดพื้นที่ปิดหรือช่องใต้พื้น หากมีน้ำหรือโคลนเข้าไปสะสม และจัดการให้แห้งอย่างปลอดภัย

จุดที่ต้องเช็กเป็นพิเศษคือ หลังตู้ ใต้บันได ใต้พื้น ขอบบัว รอยต่อผนัง และบริเวณที่อากาศเข้าไม่ถึง เพราะบางครั้งหน้าผนังดูแห้งแล้ว แต่ด้านหลังยังชื้นอยู่ค่ะ

ขั้นตอนที่ 5: ฆ่าเชื้อและจัดการเชื้อราให้ถูกวิธี

หลังเอาคราบออกและจัดการความชื้นแล้ว จึงค่อยมาดูเรื่องการฆ่าเชื้อค่ะ ซึ่งตรงนี้ไม่ควรมี “สูตรเดียวใช้ได้ทั้งบ้าน” เพราะชนิดของพื้นผิวและประเภทงานต่างกัน

ถ้าเป็น พื้นผิวแข็งที่ไม่ดูดซึมน้ำและสัมผัสน้ำท่วม CDC แนะนำให้ทำความสะอาดด้วยสบู่หรือน้ำยาทำความสะอาดและน้ำสะอาดก่อน จากนั้นจึงใช้ bleach solution ตามอัตราส่วนที่ CDC ระบุสำหรับงาน sanitizing คือ น้ำยาฟอกขาว 1 ถ้วย หรือประมาณ 240 มล. ต่อน้ำประมาณ 5 แกลลอน หรือ 18.9 ลิตร แล้วปล่อยให้พื้นผิวแห้งเอง

แต่ถ้าเป็น เชื้อราที่เกิดบนพื้นผิวแข็ง แนวทาง CDC ใช้อัตราส่วนที่เข้มข้นกว่านั้น คือไม่เกิน น้ำยาฟอกขาว 1 ถ้วยต่อน้ำ 1 แกลลอน หรือประมาณ 3.8 ลิตร หลังขัดควรล้างด้วยน้ำสะอาดและปล่อยให้แห้ง ดังนั้นอย่าใช้สูตรเดียวกับทุกงานค่ะ

สิ่งสำคัญมาก: ห้ามผสมน้ำยาฟอกขาวกับแอมโมเนียหรือน้ำยาทำความสะอาดชนิดอื่น เพราะอาจเกิดไอหรือก๊าซอันตราย และทุกครั้งที่ใช้น้ำยาฟอกขาวในบ้านควรเปิดประตูหน้าต่างเพื่อให้อากาศถ่ายเท พร้อมทำตามฉลากผลิตภัณฑ์ค่ะ

สำหรับไม้ เฟอร์นิเจอร์ วัสดุเคลือบ หรือพื้นผิวบอบบาง อย่าเท bleach หรือ alcohol ลงไปโดยอัตโนมัติ เพราะอาจทำลายวัสดุได้ ให้เช็กคำแนะนำของผู้ผลิตหรือเลือกน้ำยาที่ระบุชัดว่าสามารถใช้กับพื้นผิวนั้นได้ค่ะ

ของอะไรควรเก็บ ของอะไรควรทิ้ง?

หลังน้ำท่วม หลายบ้านจะติดอยู่ตรงนี้ค่ะ เพราะบางอย่างมีทั้งราคาและคุณค่าทางใจ แต่หลักที่เราใช้ตัดสินได้ง่าย ๆ คือ “ทำความสะอาดได้ไหม และทำให้แห้งได้จริงหรือเปล่า?”

เช็กลิสต์อุปกรณ์ Deep Cleaning บ้านหลังน้ำท่วม

ก่อนเริ่มงานจริง มาดามแนะนำให้เตรียมอุปกรณ์ไว้ให้ครบค่ะ จะได้ไม่ต้องเข้า ๆ ออก ๆ บ้านระหว่างที่กำลังจัดการพื้นที่เปียกและสกปรกฃ

สรุป Deep Cleaning หลังน้ำท่วม อย่ารีบข้ามขั้น

ถ้าจะให้มาดามสรุปทั้งหมดแบบสั้นที่สุด ให้จำลำดับนี้ไว้ค่ะ ปลอดภัยก่อน → เอาโคลนออก → ล้างคราบ → เร่งทำให้แห้ง → แล้วค่อยฆ่าเชื้อและจัดการเชื้อรา

สิ่งที่เราไม่อยากทำคือ รีบเทน้ำยาฆ่าเชื้อทุกอย่างตั้งแต่บ้านยังเต็มไปด้วยโคลน หรือคิดว่าพื้นแห้งด้านบนแล้วคิดว่าความชื้นด้านในหายหมด เพราะหลังน้ำท่วม ปัญหาที่มองไม่เห็นอย่างความชื้นและเชื้อรา มักเป็นงานที่ตามมาในภายหลัง

ค่อย ๆ ทำเป็นขั้นตอนค่ะ ใช้อุปกรณ์ป้องกันให้ครบ ดูว่าของชิ้นไหนควรเก็บหรือควรทิ้ง และถ้าพื้นที่มีเชื้อราหนัก ความเสียหายของโครงสร้าง หรือระบบไฟฟ้าที่เราไม่มั่นใจ อย่าเสี่ยงจัดการเอง ให้ผู้เชี่ยวชาญเข้ามาตรวจจะปลอดภัยกว่า

เตรียมอุปกรณ์ให้พร้อม แล้วค่อยลุยบ้านให้กลับมาน่าอยู่กันค่ะ

ที่มา:central.co.th


ช่วยแชร์ด้วยนะคะ